“พลเมืองดิจิทัล” (Digital Citizens)

เรามักจะเริ่มได้ยินคำว่า “พลเมืองดิจิทัล” (Digital Citizens) กันมากขึ้น เพราะยุคแห่งโลกที่ไร้พรมแดน การใช้การสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีสารสนเทศกลายเป็นเครื่องมืออันดับหนึ่งที่ประชาชนใช้กันมากที่สุด ดังนั้นเทคโนโลยีกับสิทธิและเสรีภาพจึงเป็นสิ่งที่ควบคู่กัน  สิทธิและเสรีภาพของประชาชนไทยตามรัฐธรรมนูญ ครอบคลุมในด้านการนับถือศาสนา  การประกอบวีชาชีพ การศึกษา การเดินทาง การพูด-เขียน ฯลฯ ซึ่งการใช้สิทธิเสรีภาพจะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย นั่นคือการรู้จักสิทธิเสรีภาพ บนพื้นฐานแห่งการเป็นพลเมืองที่ดี

ดังนั้นพลเมืองดิจิทัล คือคนที่ใช้สื่อดิจิทัลจะต้องมีบรรทัดฐานที่เหมาะสม มีความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีนำมาซึ่งประโยชน์และภัยคุกคามต่างๆ หากผู้ใช้ขาดความรู้ความเข้าใจที่ดีพอ ยกตัวอย่างเช่น ข่าวปลอม (Fake News) ส่งผลกระทบให้เกิดความเชื่อ การหลงผิดในรูปแบบต่างๆ ดังนั้นในต่างประเทศจึงมีการตั้งศูนย์กรอง และตรวจสอบข้อมูลก่อนการเผยแพร่ เช่นเดียวกับประเทศไทยที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ให้ความสำคัญต่อการเฝ้าระวังข่าวปลอม หรือเว็บไซต์ปลอม มีความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสื่อมวลชน กสทช. เพื่อร่วมป้องกันความเสียหายที่จะเกิดต่อประชาชน ในขณะที่ข่าวปลอมเป็นหนึ่งในการกระทำที่อาจจะเกิดจากเจตนาของผู้เสนอข่าว หรือเกิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การขาดการตรวจสอบข้อมูล จึงทำให้มีการแชร์ไปอย่างแพร่หลาย มีผลกระทบในวงกว้าง ทั้งต่อบุคคล สถาบันต่างๆ ดังนั้นการรู้เท่าทันสื่อจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต้องมีการคิดวิเคราะห์วิจารญาณที่ดี เพื่อให้สามารถแยกแยะข้อมูลที่ถูกต้อง เกิดการตรวจสอบข้อมูลก่อนการนำไปแชร์การขับเคลื่อนและการปฏิรูปสังคมไทยเกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัยและมีรูปแบบ รายละเอียดที่แตกต่างกันไป เช่นเดียวกับในปัจจุบันการปฏิรูปสังคมในยุคดิจิทัล มีการสื่อสารสะท้อนความคิดเห็น การชักจูง หรือเชิญชวน การแสดงออกซึ่งแนวคิดอุดมคติต่างๆ ผ่านสื่อโซเชียลมิเดียมากขึ้น มีการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของตัวเอง การใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพบนสื่ออินเตอร์เน็ต การโพสต์ภาพที่ไม่เหมาะสม เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่พลเมืองดิจิทัลพึ่งตระหนักและให้ความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อภัยความมั่นคงของประเทศ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในหมวดความมั่นคง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี” การที่ประชาสังคม สื่อมวลชนทั้งส่วนกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เป็นองค์ประกอบหลักของการสร้างข้อมูลเพื่อการสื่อสาร จะต้องตรวจสอบคัดกรองข้อมูลและเนื้อหา หลีกเลี่ยงการสุ่มเสี่ยงของข้อมูลข่าวสารที่อาจก่อให้เกิดการหมิ่นสถาบัน และดำเนินการตามระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติ วิทยุคมนาคม 2498 มาตรา 16 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดส่ง หรือจัดให้ส่งข้อความใดๆ โดยวิทยุคมนาคม อันตนรู้อยู่ว่าเป็นเท็จหรือข้อความอื่นใดที่มิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติและประชาชน ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจำคุกไม่เกินป้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ และ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 หมวด 3 การส่งเสริมและควบคุมจริยธรรมแห่งวิชาชีพ และการคุ้มครองผู้เสียหายจากการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ รวมถึงมาตรา 56 บัญญัติว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้กรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

กล่าวโดยสรุป แม้ว่าเสรีภาพการแสดงออกจะได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เสรีภาพนั้นจะต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมถึงรูปแบบการเสริมสร้างประชาธิปไตยในยุคดิจิทัลที่จะต้องใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม รักษากฎระเบียบต่างๆ เพื่อสร้างสมดุลแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข